Wednesday, July 30, 2008

นายกสมาคมเรือพายแห่งประเทศไทยให้สัมภาษณ์


พล.ร.อ.กำธณ พุ่มหิรัญ ปษ.พิเศษ ทร. ในฐานะนายกสมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ในหน้ากีฬา ว่าจะนำเรือพายไทยไปโอลิมปิค รายละเอียดสามารถเรียกดูได้ โดยการคลิกรูปภาพ

Tuesday, June 10, 2008

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์องค์บิดาของทหารเรือไทยและหมอพรของปวงชนชาวไทย


ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันเสาร์ที่ ๒๔ พ.ค.๕๑ คอลัมน์โลกเกษตร


นายพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (ต้นราชสกุลอาภากร) ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นับลำดับราชสกุลวงศ์เป็นองค์ที่ ๒๘ มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์” ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๔๒๓ ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ องค์ที่ ๑ ในเจ้าจอมมารดาโหมด
ในปี ๒๔๓๖ เมื่อเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงมีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษพร้อมกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะศึกษาได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถให้ปรากฏหลายครั้ง อาทิ ทรงถือท้ายเรือพระที่นั่งมหาจักรีด้วยพระองค์เอง เมื่อครั้งร่วมกระบวนรับเสด็จพระบรมชนกนาถ ที่เกาะลังกา ทรงฝึกงานในกองทัพเรือภาคเมดิเตอร์เรเนียนในเรือประจัญบาน Revenge เรือใบฝึก H.M.S.Cruiser เรือลาดตระเวน Hawke และเรือประจัญบาน Ramilies ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาทหารที่ยกพลขึ้นบกไปปราบการจลาจลบนเกาะครีต ซึ่งอยู่ในปกครองของตุรกี ทั้งๆ ที่พระองค์มีพระชนมายุเพียง ๑๘ พรรษา หลังทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทางด้านทหารเรือ จากประเทศอังกฤษ โดยได้รับความรู้และประสบการณ์ด้านวิชาการทหารเรืออย่างดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในสมัยนั้น เสด็จกลับประเทศไทยโดยทางเรือเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ ๒๔๔๓ หลังรวมระยะเวลาศึกษาวิชาการด้านทหารเรือที่ประเทศอังกฤษ ๖ ปีเศษ พระองค์ทรงรับราชการทหารเรือในปี ๒๔๔๓ โดยได้รับพระราชทานยศตามลำดับจาก นายเรือโทผู้บังคับการ (เทียบเท่านาวาตรี ในปัจจุบัน) เป็นนายเรือเอก (เทียบเท่านาวาเอกในปัจจุบัน) ในวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๔๔๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ในวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๔๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศจากนายนาวาเอก เป็น พลเรือตรี และวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๔๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาอิสริยยศ เป็น กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
ตลอดระยะเวลาที่ทรงรับราชการทหารเรือ พระองค์ทรงวางรากฐานและพัฒนากิจการทหารเรือให้เจริญก้าวหน้า และมั่นคงมาตราบเท่าทุกวันนี้ มีกิจการที่ทรงวางรากฐานให้ กรมทหารเรือ ประกอบด้วย ทรงจัดระเบียบราชการกรมทหารเรือขึ้นใหม่ ทรงจัดทำโครงการสร้างกำลังทางเรือ ทรงปรับปรุงด้านการศึกษาของทหารเรือ ทรงเข้าควบคุมการศึกษา และทรงสั่งสอนนักเรียนนายเรือโดยใกล้ชิด ทำให้โรงเรียนนายเรือสามารถผลิตนายทหารหลักที่มีความรู้ ความสามารถเดินเรือในทะเลลึกได้ โดยไม่ต้องจ้างชาวต่างประเทศมาเป็นผู้บังคับบัญชาอีกต่อไป โดยทรงนำนักเรียนนายเรือไปอวดธงในต่างประเทศเป็นครั้งแรก นับเป็นความก้าวหน้าและเป็นเกียรติแก่ทหารเรือไทยที่มีความสำคัญยิ่ง ทรงปลูกฝังความรักชาติให้นักเรียนนายเรือโดยคราวที่ไทยเสียดินแดนบางส่วนให้ฝรั่งเศส ทรงให้นักเรียนนายเรือ รวมทั้งพระองค์สักคำว่า ร.ศ.๑๑๒ ตราดไว้ที่หน้าอกเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ ทรงคิดแบบตราสามสมอ ที่กองทัพเรือยังคงใช้อยู่จนทุกวันนี้ ทรงจัดตั้งกองดับเพลิง เพื่อฝึกให้นักเรียนนายเรือฝึกทำการช่วยเหลือราษฎร
ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๕๔ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรม ราชานุญาตออกจากราชการเป็นทหารกองหนุนชั่วคราว พระองค์ทรงเรียนวิชาแพทย์แผนโบราณ เพื่อช่วยชีวิตคนยากจน จากจดหมายเหตุของ พลเรือตรีพระยาหาญกลางสมุทร ศิษย์เอกของเสด็จในกรมฯ ได้บันทึกความทรงจำไว้ว่า เสด็จในกรมฯ ทรงเรียนวิชาแพทย์แผนโบราณจากตำราไทยกับพระยาพิษณุปราสาทเวช (คง ถาวรเดช) หมอหลวงแห่งราชสำนักเป็นผู้พยายามถ่ายทอดความรู้ให้ถึงวิธีแยกธาตุและการผสมยาเลี้ยงเชื้อโรค ได้เอาสัตว์ต่างๆ ตั้งแต่ยุงจนถึงนก เป็ด และไก่ที่ตายแล้วใส่ขวด ใส่ตู้กระจกดองไว้ ส่วนที่มีชีวิตอยู่ก็นำใส่กรงขังไว้เป็นแถว เมื่อทดลองแยกธาตุผสมยาเสร็จแล้วก็นำยานั้นทดลองให้สัตว์เล็กกินก่อน เมื่อได้ผลดีก็ให้สัตว์ใหญ่กินบ้าง เมื่อสัตว์ใหญ่กินได้ผลดีจึงผสมให้คนกิน ทรงทำการค้นคว้าปรับปรุงยาอยู่ตลอดทั้งวัน เมื่อคนกินได้ผลดีเป็นที่แน่พระทัยแล้วจึงทรงทำการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่คนทั่วไป โดยไม่เลือกชั้น ไม่ว่าจะเป็นคนจนคนรวย เสด็จในกรมฯ ไม่เคยถือพระองค์ ทรงมีพระทัยเมตตาอารีแก่คนทั่วไป ใครมาหาทรงต้อนรับด้วยไมตรีจิต ตรวจโรครักษาให้ทั้งนั้น เสด็จในกรมฯ ทรงตั้งชื่อของพระองค์ว่า “หมอพร” ใครป่วยมาหา หมอพรตรวจแล้วจ่ายยาให้ไปโดยไม่คิดมูลค่าแต่อย่างไร ทุกคนที่มีความเดือดร้อนมารับการรักษาโรคและจ่ายยาให้ไปโดยไม่ต้องเสียเงิน จนมีชื่อเสียงไปทั่วว่ามีหมออภินิหารรักษาคนป่วยได้หายเป็นปลิดทิ้ง
ในตอนนั้นสภาพวังกลายเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ ที่ต้อนรับคนไข้นานาชนิดแน่นขนัด คนไข้พากันกราบแทบพระบาทที่พระองค์ทรงรักษาให้หายเหมือนชุบชีวิตขึ้นมาใหม่
เสด็จในกรมฯ ทรงสนพระทัยตำราแพทย์แผนโบราณเป็นพิเศษ จึงทรงเขียนตำราสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง ซึ่งสมุดข่อยตำรายานี้เคยเก็บรักษาอยู่ที่ศาลกรมหลวงชุมพรฯ ที่นางเลิ้ง เป็นสมุดข่อยปิดทองสวยงามมาก มีภาพพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิ และมีฤาษีสองตนนั่งพนมมืออยู่ซ้ายขวา เขียนด้วยหมึกสี ถัดลงมาเป็นรูปพระอาทิตย์ทรงราชรถสีแดงอยู่ในวงกลมคล้ายดวงอาทิตย์ มีอักษรไทยเขียนเป็นภาษาบาลีว่า “กยิราเจ กยิราเถนัง” ตรงกลางสมุดเขียนเป็นอักษรไทยสีดำ ขอบสมุดเขียนเป็นลายไทยสวยงาม หน้าแรกของสมุดตำรายานี้มีข้อความว่า “พระคัมภีร์อติสาระวรรค โบราณกรรมและปัจจุบันกรรม จบบริบูรณ์ของกรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงค้นคว้าตรวจหาจากคัมภีร์เก่าเกือบจะสูญสิ้นอยู่แล้วจนสำเร็จในปี ๒๔๕๘” ตำรายา เสด็จในกรมฯ นั้น มี ๒ เล่มใหญ่ กล่าวถึงการผสมยาวิธีแยกธาตุ และยาแก้โรคต่างๆ ซึ่งในตำรากล่าวว่าเคยใช้ได้ผลมาแล้ว พระองค์จึงเป็นที่เคารพนับถือของบุคคลทั่วไปในนามของพระองค์ว่า “หมอพรผู้วิเศษ”
ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กลับเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือในตำแหน่งเจ้ากรมจเรทหารเรือ เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ และทหารเรือยังขาดผู้มีความสามารถจริงๆ ต่อมาในวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๔๖๐ ได้รับพระราชทานยศเป็น นายพลเรือโท และวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ พ้นจากตำแหน่งจเรทหารเรือ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ เมื่อกลับเข้ามารับราชการทหารเรืออีกครั้ง พระองค์ทำให้กิจการทหารเรือก้าวหน้าไปอีกหลายด้าน ประกอบด้วย การจัดตั้งกำลังอากาศนาวี โดยชาวบินนาวี ยึดถือพระองค์ท่านเป็น องค์บิดาของการบินนาวีด้วย พระองค์เป็นกำลังสำคัญในการหาทุนจัดซื้อเรือหลวงพระร่วง เรือหลวงลำแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ปวงชนชาวไทยร่วมกันออกทุนทรัพย์ร่วมกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นเรือรบป้องกันราชอาณาจักรทางทะเล และแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จในกรมฯ ทรงขอพระราชทานที่ดินที่สัตหีบเพื่อสร้างฐานทัพเรือ นับเป็นวิสัยทัศน์อันยาวไกลทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้กองทัพเรือมีฐานทัพที่มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน ทรงริเริ่มก่อตั้งแผนกการกุศลฌาปนกิจขึ้น ให้ทหารเรือได้จัดพิธีศพได้อย่างสมเกียรติ
เสด็จในกรมฯ กราบบังคมลาราชการออกไปตากอากาศเพื่อพักผ่อนรักษาพระองค์ เมื่อประทับอยู่ที่ตำบลหาดทรายรี จังหวัดชุมพร ทรงประชวรเป็นพระโรคไข้หวัดใหญ่ และสิ้นพระชนม์ในวันเสาร์ที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖ สิริพระชนมายุได้ ๔๔ พรรษา
ถึงแม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์เป็นเวลานานแล้ว แต่ด้วยพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อกองทัพเรือจนเป็นองค์บิดาของทหารเรือไทย ด้วยพระเมตตาต่อผู้เจ็บป่วยยากไร้ในฐานะหมอพร ทำให้ทุกวันที่ ๑๙ พฤษภาคมของทุกปีซึ่งเป็นวันอาภากร จะเป็นวันที่กองทัพเรือและปวงชนชาวไทยทุกคน ร่วมระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน โดยที่พระอนุสาวรีย์ของพระองค์ท่าน ณ ฐานทัพเรือกรุงเทพ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ จะมีพิธีบวงสรวง และพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะ โดยหน่วยของกองทัพเรือและหน่วยงานต่างๆ จำนวนมากมาร่วมพิธีถวายพระเกียรติและระลึกถึงพระองค์ท่าน และยังมีพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทาน ณ วิหารน้อย วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามด้วย นอกจากนั้นพระอนุสาวรีย์ของพระองค์ท่านกว่า ๑๖๐ แห่ง ทั่วประเทศ ก็จะมีหน่วยงานต่างๆ และประชาชนทั่วไปมาร่วมถวายสักการะระลึกถึงพระองค์ท่านเป็นประจำทุกปี พระเกียรติคุณของพระองค์ท่านจึงสมกับเนื้อเพลงเดินหน้าที่พระองค์ทรงนิพนธ์ไว้ว่า “..ส่วนตัวเราตาย ไว้ยืน ไว้ยืนแต่ชื่อ ให้โลกทั้งหลายเขาลือ ว่าตัวเราคือทหารเรือไทย...”

Tuesday, June 3, 2008

เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี











ข้อมูลนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
รวบรวมพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง
วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ท่าน และบันทึกไว้
ให้เป็นที่จดจำแด่ประชาชนชาวไทยทั่วไป

Thursday, March 13, 2008

๑๑ ปี ของเรือหลวงจักรีนฤเบศร กับการช่วยเหลือประชาชน




“ผู้เป็นใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี” เป็นความหมายของ เรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือที่เป็นเขี้ยวเล็บสำคัญของกองทัพเรือ และเป็นเรือที่ได้รับมอบภารกิจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน มาครบ ๑๑ ปี ของการเข้าประจำการ ในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๑
ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ เกิดพายุใต้ผุ่นเกย์ในอ่าวไทย บริเวณจังหวัดชุมพรนำความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สิน มาสู่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากแม้กองทัพเรือ จะระดมสรรพกำลังทั้งหมดเข้าให้ความช่วยเหลือย่างเร่งด่วนแต่ด้วยขีดจำกัดของเรือ ของกองทัพเรือในขณะนั้นไม่สามารถทนสภาพทะเลและความรุนแรง เมื่อครั้งพายุไต้ฝุ่นเกย์ครั้งนั้นได้ ส่งผลให้ผู้ประสบภัยต้องรอคอยความช่วยเหลือเป็นระยะเวลานาน กองทัพเรือจึงตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดให้มีเรือขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อใช้ในการค้นหา และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลได้อย่างรวดเร็วทันสถานการณ์ รวมทั้งยังสามารถขยายพื้นที่ในการลาดตระเวน และระยะเวลาในการปฏิบัติการในทะเลได้เป็นเวลานาน ทำให้การปฏิบัติการในทะเลมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดยกองทัพเรือได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดหาเรือ ตลอดจนศึกษาถึงการปฏิบัติภารกิจของเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์จนกระทั่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติในปี ๒๕๓๕ อนุมัติให้กองทัพเรือว่าจ้างสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ จำนวน ๑ ลำ จากบริษัทบาซาน ประเทศสเปน
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่กองทัพเรือ เป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลประจำเรือ รวมทั้งเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ กองทัพเรือจึงได้ขอพระราชทานชื่อเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเรือลำนี้ว่า “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้เป็นใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี” นอกจากนั้นในพิธีปล่อยเรือลงน้ำ กองทัพเรือได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระราชินีโซเฟียแห่งประเทศสเปน ทรงเสด็จร่วมในพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ณ อู่บาซาน เมืองเฟโรล ประเทศสเปน เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๓๙ และในพิธีเจิมเรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเจิมเรือหลวงจักรีนฤเบศร ณ ท่าเรือน้ำลึกจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๐ นับเป็นสิริมงคลยิ่งแก่กองทัพเรือ นำความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
๑๑ ปีของความภาคภูมิใจของเรือหลวงจักรีนฤเบศร ได้มุ่งมั่นทำการฝึกเตรียมความพร้อมของเรือ ให้พร้อมปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งหลังจากที่เรือหลวงจักรีนฤเบศร ขึ้นระวางประจำการได้มีการพัฒนารูปแบบการปฏิบัติการระหว่างเรือกับอากาศยานที่สมบูรณ์แบบ เป็นเรือรบที่มีระบบการสื่อสารที่สามารถตอบสนองในการเป็นเรือบัญชาการได้ เป็นเรือที่มีระบบอำนวยการรบที่ทันสมัย และที่สำคัญเป็นเรือที่มีเฮลิคอปเตอร์ในการช่วยค้นหาผู้ประสบภัย โรงพยาบาลขนาด ๑๕ เตียง และห้องพักของผู้ประสบภัย จึงทำให้ภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภัยพิบัติต่าง ๆ มีความรวดเร็วสามารถลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน
ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์สำคัญที่ผ่านมา ประกอบด้วยในปี พ.ศ.๒๕๔๐ ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุโซนร้อนซีต้าร์ซึ่งทำให้เกิดอุทกภัยในภาคใต้ตอนบน และจากพายุใต้ฝุ่นลินดา ที่ทำให้เกิดความเสียหายบริเวณจังหวัดชุมพร ปี พ.ศ.๒๕๔๓ เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การคมนาคมถูกตัดขาด เรือหลวงจักรีนฤเบศร ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ในการขนส่งสิ่งของอุปโภคบริโภคให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง และในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ฝันร้ายจากธรณีพิบัติภัยสึนามิ เรือหลวงจักรีนฤเบศรถูกส่งเข้าไปในพื้นที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เรือได้ปฏิบัติการโดยใช้อากาศยานในการลาดตระเวนค้นหาศพผู้เสียชีวิต ส่งกำลังพลในการค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตและขนส่งเครื่องอุปโภค บริโภค ให้แก่ผู้รอดชีวิตได้อย่างรวดเร็วนอกจากนั้น เรือหลวงจักรีนฤเบศร ยังได้รับมอบหมายให้เป็นเรือรับรองของพระบรมวงศานุวงศ์ และรับรองบุคคลสำคัญ ตลอดจนได้ให้การต้อนรับประชาชนทั่วไป ที่สนใจเข้าเยี่ยมเป็นจำนวนมาก เรือหลวงจักรีนฤเบศร นับเป็นเขี้ยวเล็บที่สำคัญ มีอานุภาพสูง ตอบสนองภารกิจ
ในการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างสมบูรณ์ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกองทัพเรือ สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเมื่อเกิดสาธารณภัยต่าง ๆ สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ หมายเลขโทรศัพท์ ๐๒ – ๔๗๕ – ๔๕๒๑

กองทัพเรือ ร่วมแก้ไขปัญหาภาคใต้ กับกิจกรรมเยาวชนไทยใจสมานฉันท์

“เราควรจะร่วมมือร่วมใจช่วยกันคุ้มครองประเทศไทย โดยไม่ต้องถืออาวุธเป็นพลังที่ถูกต้อง...สามัคคี ปรองดอง พร้อมใจกัน ตอบแทนบุณคุณแผ่นดิน เพื่อสร้างประเทศไทยที่น่าอยู่ไว้ให้ลูกหลานไทยสืบต่อไป” พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๘
กองทัพเรือ ได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสดังกล่าว มาปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเพิ่มการปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือน เพื่อเสริมการปฏิบัติงานในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ชื่อโครงการ “รวมใจไทยเป็นหนึ่ง” ซึ่งมีกิจกรรมต่างๆ ที่เน้นความสมานฉันท์ และก่อให้เกิดสันติสุขในภาคใต้ รวมทั้งมีการนำเยาวชนในพื้นที่ปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ มาทัศนศึกษานอกพื้นที่



โดยช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ เยาวชนจะมาทัศนศึกษาในพื้นที่กรุงเทพฯ เข้าพบและรับฟังโอวาทจาก พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ณ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ และในวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๑ เวลา ๑๓๓๐ จะเข้าร่วม “กิจกรรมเยาวชนไทยใจสมานฉันท์” ณ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น ๕ ซึ่งกิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาและสร้างความสมานฉันท์ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปลูกฝังให้เยาวชนมีความรักชาติ ยึดมั่นในสถาบันชาติ และพระมหากษัตริย์ร่วมกันโดยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขท่ามกลางความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งจะทำให้เยาวชนที่ร่วมโครงการเหล่านี้มีทัศนคติที่ดี พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับกองทัพเรือและทางราชการในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีร่วมกันต่อไป ซึ่งเยาวชนรุ่นนี้มาจากอำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส จำนวน ๓๕ คน จะร่วมกิจกรรมกับนักเรียนทหารสังกัดกองทัพเรือ มีกิจกรรมสันทนาการต่างๆ การพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน มีศิลปินดารามาร่วมให้ความบันเทิง รวมทั้งชมภาพยนตร์เรื่องสลัดตาเดียวกับเด็กสองร้อยตา
โดยกิจกรรมครั้งนี้ ดำเนินการไปได้ด้วยดีจากความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาคเอกชนที่เห็นความสำคัญของการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศ ประกอบด้วย บริษัท เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ บริษัทไดเรคโซลูชั่น จำกัด และบริษัทสหพัฒนาพิบูลย์